นางขุชชุตตรา
นางขุชชุตตรา เป็นหญิงรับใช้ในพระนางสามาวดี พระมเหสีพระเจ้าอุเทน เจ้าเมืองโกสัมพี
เดิมนางมีชื่อว่า อุตตราแต่เพราะนางเป็นหญิงพิการ มีร่างกายค่อม
ดังนั้นประชาชนจึงเรียกนางว่า ขุชชุตตรา แปลว่า หญิงค่อม
ในสมัยนั้นเมืองโกสัมพีมีเศรษฐีอยู่ 3 ท่านซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันในทางการค้าขาย โฆสกเศรษฐี
กุกกุฏเศรษฐี และปวารเศรษฐี ทั้ง 3 ท่านได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เพื่อทำการค้า
ครั้งหนึ่งไปทำการค้าที่เมืองสาวัตถีและได้เข้าเฝ้าพระศาสดาที่พระวิหารเชตวัน
ฟังธรรมจากพระองค์แล้วได้บรรลุโสดาบัน เศรษฐีทั้ง 3
ท่านเป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง เมื่อกลับเมืองโกสัมพีแล้วก็สร้างวิหาร
3 หลังคือ โฆสกเศรษฐีให้สร้างโฆสิตาราม กุกกุฏเศรษฐีให้สร้างกุกกุฏาราม และปวารเศรษฐีให้สร้างปาวาริการาม
เมื่องสร้างเสร็จแล้วจึงส่งสาสน์ไปทูลพระศาสดาเสด็จมาเมืองโกสัมพีเพื่อทำการถวายวิหาร
เมื่อพระศาสดาเสด็จมาถึง ได้มีชาวเมืองกลุ่มหนึ่งตะโกนด่าพระองค์ด้วยคำด่า 10 อย่าง
ได้แก่ เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นบ้า เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นวัว เจ้าเป็นลา
เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน
สุคติของเจ้าไม่มีหรืออย่าหวังว่าจะได้ขึ้นสวรรค์
เจ้าหวังได้แต่ทุคติอย่างเดียวหรือหวังได้แต่การตกนรกเท่านั้น
แต่สาเหตุที่ชาวเมืองกลุ่มนั้นมาด่าเพราะได้รับค่าจ้างจากนางมาคันทิยา
ซึ่งเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่งของพระเจ้า อุเทน
เพราะพระนางผูกใจอาฆาตพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงปฏิเสธนางคราวที่บิดายกให้
โดยหวังเพื่อแก้แค้นแต่พระองค์ก็ทรงอดทนต่อคำเหล่านั้น
จนในที่สุดชาวเมืองที่ด่าก็หยุดและกลับมีใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ส่วนเศรษฐีทั้ง 3
ท่านเมื่อทราบว่าพระศาสดาเสร็จมาถึงก็ทูลให้เสด็จเข้าไปด้วยสักการะอันยิ่งใหญ่และถวายทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน
ครั้งนั้นเหล่าเศรษฐีได้ดำริว่าธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติมาเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกทั้งปวง
เราจักให้โอกาสแก่คนเหล่าอื่นบ้าง เศรษฐีทั้ง 3
ท่านนั้นมีนายช่างดอกไม้คนหนึ่งคอยจัดดอกไม้รับใช้ ชื่อสุมนะ
เขาต้องการจะถวายภัตตาหารแด่พระศาสดาบ้าง
จึงขอกับเศรษฐีเพื่อจะถวายภัตตาหารแด่พระศาสดา เมื่อเศรษฐีทั้ง 3
อนุญาตแล้วเขาจึงจัดแจงเครื่องสักการะ
โดยปกติ พระเจ้าอุเทนจะพระราชทานเงิน 8 กหาปณะให้พระนางสามาวดีเพื่อจัดดอกไม้ทุกวัน
เช้าวันนั้นนางขุชชุตตรา ทาสี (คนรับใช้)
ของพระนางสามาวดีได้ไปซื้อดอกไม้ที่ร้านของนายสุมนะตามปกติ นายสุมนะกล่าวกับนางว่า
วันนี้เรายุ่งเหลือเกิน เพราะนิมนต์พระศาสดาเพื่อจะถวายภัตตาหาร
เธออยู่ช่วยเลี้ยงพระและฟังธรรมก่อน แล้วจึงรับดอกไม้ไปได้ไหม นางรับคำว่าได้
นางขุชชุตตราช่วยนายสมุนะถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์เสร็จแล้ว
พระศาสดาแสดงพระธรรมเทศนาเป็นเครื่องอนุโมทนา นางขุชชุตตราฟังธรรมกถาจากพระศาสดา
น้อมใจไปในธรรม ฟังธรรมกถาจากพระศาสดาจบ นางจึงได้บรรลุโสดาบัน ในวันก่อนๆ
นางขุชชุตตรารับเงินจากพระนางสามาวดีมาซื้อดอกไม้ 8 กหาปณะ แต่ซื้อเพียง 4 กหาปณะ
ส่วนอีก 4 กหาปณะนางเก็บเอาไว้ ทำเช่นนี้ตลอดมา
แต่วันนี้นางไม่มีจิตคิดอยากได้ทรัพย์ของคนอื่น เพราะเป็นอริยบุคคล
เห็นสัจธรรมแล้ว จึงซื้อดอกไม้ทั้ง 8 กหาปณะ
ทำให้ได้ดอกไม้เต็มกระเช้าและนำดอกไม้นั้นไปให้พระนางสามาวดี
เมื่อพระนางสามาวดีเห็นดอกไม้มากกว่าทุกวันจึงตรัสถามนางว่า แม่อุตตราวันก่อนๆ
เจ้านำดอกไม้มาไม่มากเลยแต่วันนี้ทำไมดอกไม้มากกว่าเดิม
พระราชาเพิ่มค่าดอกไม้เป็นสองเท่าหรือ
นางจึงบอกเรื่องทั้งหมดที่นางประพฤติในวันก่อนๆ
และทูลต่อไปว่าวันนี้หม่อมฉันฟังธรรมกถาของพระศาสดากระทำให้แจ้งซึ่งอมตธรรมแล้วเห็นสัจธรรม
เพราะเหตุนี้หม่อมฉัน จึงไม่หลอกลวงท่าน พระนางสามาวดีได้ฟังดังนั้น
พระนางก็ไม่โกรธหรือลงโทษนาง แต่กลับบอกว่าเจ้า จงทำให้เราและบริวารอีก 500 คน
กระทำให้แจ้งซึ่งอมตธรรมด้วยเถิด นางจึงบอกว่า
ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันจักแสดงธรรมแก่พวกท่าน ตามทำนองที่พระศาสดาตรัสแก่หม่อมฉัน
แต่ว่าพวกท่านจงให้หม่อมฉันชำระร่างกายให้สะอาด จงจัดอาสนะสูงแก่หม่อมฉัน
ส่วนพวกท่านจงนั่งบนอาสนะต่ำ พระนางสามาวดีและบริวารได้กระทำตามนั้น นางขุชชุตตราได้แสดงธรรมแก่พระนางสามาวดีและบริวาร
เมื่อจบธรรมเทศนา สตรีเหล่าเหล่านั้นให้นางขุชชุตตราเลิกทำหน้าที่รับใช้
ตั้งอยู่ในฐานะอาจารย์กล่าวว่า ท่านไปฟังธรรมกถาจากพระศาสดาแล้วนำมาบอกแก่พวกเรา
นางขุชชุตตราได้กระทำอย่างนั้นตลอดมา จนเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก การที่นางขุชชุตตราต้องเป็นทาสี
ทำการรับใช้คนอื่นนั้น
เป็นผลกรรมมาจากอดีตชาติได้เคยใช้ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าหยิบของให้ตน
และด้วยผลแห่งกรรมนั้น นางจึงเกิดเป็นทาสีคอยรับใช้คนอื่นนานถึง 500 ชาติ
การที่นางเป็นหญิงค่อมก็เป็นผลกรรมจากอดีตชาติเช่นกันคือ
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ นางอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงพาราณสี
แลเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าประจำราชสกุลองค์หนึ่งมีร่างกายค่อม
จึงทำการเย้ยหยันด้วยความคะนองกายต่อหน้าเหล่าสตรีอยู่ด้วยกัน
เที่ยวทำอาการเป็นประหนึ่งว่าเป็นคนค่อมเพราะเหตุนั้น นางจึงเกิดเป็นหญิงค่อม
การที่นางเป็นผู้มีสติปัญญานั้นเนื่องจากในอดีตชาติ
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติเช่นกัน นางอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงพาราณสี
และพระปัจเจกพุทธเจ้า 8 องค์ เดินอุ้มบาตรที่เต็มไปด้วยข้าวปายาสร้อนๆ
จากราชนิเวศน์จึงได้กล่าวขึ้นว่า ท่านเจ้าข้าโปรดหยุดพักก่อนแล้วจึงค่อยไป
และได้ปลดทองปลายแขน 8 วงถวายท่านไป ซึ่งผลกรรมนั้น นางจึงเกิดเป็นผู้มีปัญญามาก
สำหรับนางขุชชุตตรา พระศาสดาทรงยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในการแสดงธรรม (ธรรมกถึก)
คุณสมบัติที่ควรยึดถือเป็นตัวอย่างที่ดี
1.การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
จะเห็นได้จากการที่นางช่วยเหลือนายสุมนะเลี้ยงพระ
เพราะถึงแม้นางจะมีธุระในการรับผู้อื่น
แต่นางก็ไม่ปฏิเสธเมื่อนายสุมนะขอให้อยู่ช่วย
ข้อนี้เป็นคุณลักษณะที่มนุษย์ทุกคนควรมีอยู่ประจำตน และยึดถือปฏิบัติ
เพราะการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน จะช่วยให้มีความสามัคคีและสังคมสงบสุข
2.การไม่พูดเท็จ
จะเห็นได้จากการที่นางเล่าเรื่องที่นางปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนโดยปิดบังความจริง
แสดงถึงความเป็นผู้กล้ายอมรับในความจริงที่ตนได้กระทำลงไป
และเพราะที่นางไม่โกหกนี้นางจึงไม่ถูกเจ้านายลงโทษ แต่กลับถูกเจ้านายยกย่องอีก
3.ความเป็นผู้มีปัญญา ข้อนี้แสดงถึงความเป็นผู้ฉลาดในธรรม
จะเห็นได้จากที่นางได้สดับธรรมกถาจากพระศาสดาเพียงครั้งเดียวก็บรรลุโสดาบันได้
และยังสามารถแสดงธรรมทำนองเดียวกับที่พระศาสดาแสดงไว้ให้ผู้อื่นฟังได้ดี
จนสตรีเหล่านั้นบรรลุโสดาบันเช่นเดียวกัน